Tag: เชื้อไวรัส

  • รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    เมื่อพูดถึงการติดเชื้อเอชไอวี หลายคนมักนึกถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง การใช้เข็มร่วมกัน คือหนึ่งในพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่เชื้อเอชไอวีในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมนี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้เข็มร่วมกันสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด การฉีดยาเองโดยขาดความรู้ หรือการใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด

    รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    เอชไอวีคืออะไร? และติดต่อได้อย่างไร?

    เอชไอวี (HIV – Human Immunodeficiency Virus) คือ เชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และหากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาไปสู่ภาวะเอดส์ในระยะยาว โดยมีช่องทางการติดต่อของเอชไอวีที่พบได้บ่อย ได้แก่

    • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
    • การใช้เข็ม หรืออุปกรณ์ที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกัน
    • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
    • การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้มาตรฐาน

    ในบรรดาช่องทางเหล่านี้ การใช้เข็มร่วมกันถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นการนำเลือดของผู้อื่นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง

    การใช้เข็มร่วมกัน คืออะไร?

    การใช้เข็มร่วมกัน คือ พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเลือดอื่น ๆ โดยหมายถึงการนำเข็มฉีดยา กระบอกฉีดยา หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฉีดมาใช้ร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มเดียวกันโดยตรง หรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง แม้อุปกรณ์เหล่านั้นจะดูสะอาด และไม่เห็นคราบเลือดก็ตาม

    ความเสี่ยงเกิดขึ้นเพราะระหว่างการฉีด เลือดของผู้ใช้คนแรกสามารถค้างอยู่ภายในเข็มหรือกระบอกฉีดยาในปริมาณที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เชื้อเอชไอวีซึ่งอยู่ในเลือดสามารถคงอยู่ในอุปกรณ์เหล่านี้ได้ และเมื่อมีการนำไปใช้กับผู้อื่น เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้คนถัดไปโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ทันที นอกจากนี้ อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ภาชนะผสมยา น้ำสำหรับผสม หรืออุปกรณ์ช่วยฉีด หากมีการปนเปื้อนเลือด ก็สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้เช่นกัน

    ด้วยเหตุนี้ การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันจึงถือเป็นหนึ่งในเส้นทางการแพร่เชื้อเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสูง และอันตรายมาก การป้องกันที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ใด ๆ ร่วมกับผู้อื่น และตระหนักว่าความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมองเห็นเลือด แต่ขึ้นอยู่กับการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ในกรณีที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติก็ตาม

    ทำไมการใช้เข็มร่วมกันจึงเสี่ยงเอชไอวีสูงมาก?

    • เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง การฉีดยาเป็นการเจาะผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งทำให้เชื้อเอชไอวีที่ปนเปื้อนอยู่ในเข็มสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านด่านป้องกันใด ๆ
    • เลือดปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอ เชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องมีเลือดจำนวนมาก เลือดเพียงเล็กน้อยที่ติดอยู่ในเข็มหรือกระบอกฉีดยาก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้
    • มองไม่เห็น ≠ ปลอดภัย หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่เห็นเลือดติดอยู่ก็ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง เลือดอาจยังคงอยู่ในระดับที่มองไม่เห็น และยังมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่

    สถานการณ์การใช้เข็มร่วมกันในสังคมปัจจุบัน

    แม้การรณรงค์ด้านสาธารณสุขจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้เข็มร่วมกันยังคงเป็นปัญหาที่พบได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เข้าถึงข้อมูล และบริการสุขภาพได้จำกัด โดยปัจจัยที่ทำให้การใช้เข็มร่วมกันยังคงเกิดขึ้น ได้แก่

    • การขาดความรู้ความเข้าใจ
    • ความกลัวการถูกตีตรา
    • การเข้าถึงอุปกรณ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงพอ
    • ปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม

    กลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการใช้เข็มร่วมกัน

    แม้ใครก็ตามอาจมีความเสี่ยงได้ แต่กลุ่มที่มักพบพฤติกรรมการใช้เข็มร่วมกัน ได้แก่

    • ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
    • ผู้ที่ฉีดยาด้วยตนเองโดยไม่มีอุปกรณ์ที่สะอาด
    • ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทรัพยากร
    • ผู้ที่ขาดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

    การทำความเข้าใจกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ แต่เพื่อหาวิธีป้องกันและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

    ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน

    ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน

    การติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องสุขภาพทางกายเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งไปถึงด้านจิตใจ สังคม และอนาคตของผู้ติดเชื้อในหลายมิติ แม้ในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสที่ช่วยควบคุมเชื้อให้ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป แต่การติดเชื้อเอชไอวียังคงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต และต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต

    • ผลกระทบด้านสุขภาพร่างกาย เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจากการใช้เข็มร่วมกัน เชื้อจะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที ภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ อ่อนแอลง ทำให้ร่างกายติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อราบางชนิด ผู้ติดเชื้อจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และต้องติดตามผลเลือดเป็นระยะ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
    • ผลกระทบด้านสุขภาพจิต การรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน อาจนำไปสู่ความเครียด ความกังวล ความรู้สึกผิด หรือการโทษตัวเอง หลายคนกลัวการถูกตีตรา และการถูกปฏิเสธจากสังคม ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแยกตัวออกจากผู้อื่น การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การรักษาทางกาย
    • ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต แม้ผู้ติดเชื้อจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหากกินยาสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องปรับตัวในหลายด้าน เช่น
      • การวางแผนชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการกินยา
      • การเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
      • ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาว
      • สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง โดยเฉพาะหากขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
    • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังคม การติดเชื้อเอชไอวีอาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนไป บางคนไม่กล้าบอกความจริงกับคนใกล้ชิดเพราะกลัวการไม่เข้าใจหรือการถูกตำหนิ ในบางกรณีอาจเกิดความตึงเครียด ความไม่ไว้วางใจ หรือการตีตราทางสังคม ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ติดเชื้อ
    • ผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษา และการทำงาน ผู้ติดเชื้อบางรายอาจเผชิญกับอุปสรรคในการเรียนหรือการทำงาน เช่น การลางานเพื่อรักษา ความกลัวการเปิดเผยสถานะสุขภาพ หรือการถูกเลือกปฏิบัติจากคนรอบข้าง แม้กฎหมาย และความรู้ทางสังคมจะพัฒนาขึ้น แต่ทัศนคติเชิงลบยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่

    แม้ในปัจจุบันเอชไอวีจะไม่ใช่โรคร้ายที่ไร้ทางรักษา และสามารถควบคุมให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการไม่ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยปกป้องทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และอนาคตของชีวิตในระยะยาวอย่างแท้จริง

    การป้องกัน และวิธีลดความเสี่ยงจากการใช้เข็มร่วมกัน

    การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่นเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการแพร่เชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อทางเลือดอื่น ๆ การป้องกัน และลดความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

    การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะแม้จะไม่เห็นคราบเลือดด้วยตาเปล่า แต่เชื้อเอชไอวีก็ยังสามารถหลงเหลืออยู่ในเข็มหรือกระบอกฉีดยาได้ และเข้าสู่ร่างกายของผู้อื่นทันทีเมื่อมีการใช้งานซ้ำ

    แนวทางในการลดความเสี่ยงที่ควรตระหนัก ได้แก่

    • ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ฉีดยาที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเป็นของใช้เฉพาะบุคคลเท่านั้น
    • ไม่ใช้เข็ม กระบอกฉีดยา อุปกรณ์ผสมยา หรืออุปกรณ์ใด ๆ ร่วมกับผู้อื่น แม้จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนในกลุ่มเดียวกัน
    • หากจำเป็นต้องได้รับการฉีดยา ควรรับบริการจากสถานพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สะอาด และปลอดภัย
    • เข้ารับการตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อทางเลือดอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงในอดีต
    • เข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ และการป้องกันโรค เพื่อเข้าใจความเสี่ยง และผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อ

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    แม้ปัจจุบันเอชไอวีจะสามารถรักษา และควบคุมได้ด้วยยา แต่การไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรกยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การหลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกันและใส่ใจความปลอดภัยของตนเองจึงเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    การใช้เข็มร่วมกันเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าที่หลายคนตระหนัก การเข้าใจอันตรายอย่างถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการป้องกัน เพราะเมื่อเรามีความรู้ที่เพียงพอ เราจะไม่ประมาทกับความเสี่ยงรอบตัว สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และมีส่วนช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เอชไอวีไม่ใช่เรื่องไกลตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน และการป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นได้จากความรู้ที่ถูกต้อง และความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อนของคนในสังคมทุกคน

    เอกสารอ้างอิง

    • World Health Organization (WHO). HIV/AIDS: Key facts on transmission, prevention, and harm reduction. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/health-topics/hiv-aids
    • UNAIDS. Injecting drug use and HIV: Risks, prevention, and global responses. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/topic/injecting-drug-use
    • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Transmission: Injection Drug Use and Shared Needles. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/transmission.html
    • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องเอชไอวี/เอดส์ การติดต่อผ่านเลือด และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
    • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. สถานการณ์เอชไอวีและแนวทางลดพฤติกรรมเสี่ยงในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.moph.go.th
  • รู้จักโรคเริมที่อวัยวะเพศ วิธีสังเกต และดูแลอย่างถูกต้อง

    รู้จักโรคเริมที่อวัยวะเพศ วิธีสังเกต และดูแลอย่างถูกต้อง

    โรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อระบบผิวหนัง และเยื่อเมือกบริเวณอวัยวะเพศ มีสาเหตุจากไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ที่แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักคือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งทั้งสองชนิดสามารถทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้ แม้ว่าทั่วไปแล้ว HSV-2 จะเป็นสาเหตุหลักของโรคเริมที่อวัยวะเพศ ในขณะที่ HSV-1 มักเกี่ยวข้องกับเริมที่ปากหรือริมฝีปาก แต่ปัจจุบันพบว่าทั้งสองชนิดสามารถติดเชื้อได้ทั้งบริเวณอวัยวะเพศ และปาก

    โรคเริมที่อวัยวะเพศไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ และความสัมพันธ์ทางเพศของผู้ป่วยด้วย ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคเริมที่อวัยวะเพศอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีสังเกต การรักษา และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถป้องกัน และรับมือกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รู้จักโรคเริมที่อวัยวะเพศ วิธีสังเกต และดูแลอย่างถูกต้อง

    โรคเริมที่อวัยวะเพศ คืออะไร?

    โรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) คือ โรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากไวรัส HSV ซึ่งติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อไวรัสในบริเวณอวัยวะเพศ ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลเล็ก ๆ หรือเยื่อเมือก และจะซ่อนตัวอยู่ในระบบประสาทจนกว่าจะมีการกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมา

    เริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการ และลดการแพร่เชื้อได้ด้วยยา และการดูแลตัวเอง

    สาเหตุของโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    สาเหตุหลักของโรคเริมที่อวัยวะเพศคือการติดเชื้อไวรัส HSV ผ่านทาง

    • การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก
    • การสัมผัสกับแผลหรือของเหลวที่มีเชื้อไวรัส เช่น การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันที่มีเลือดหรือน้ำเหลืองติดอยู่
    • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอดในกรณีที่แม่มีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ

    อาการของโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    อาการเริมที่อวัยวะเพศอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย (ภาวะซ่อนเร้น) ขณะที่บางคนอาจมีอาการรุนแรง และเกิดซ้ำได้ อาการทั่วไปที่พบบ่อย ได้แก่

    • มีตุ่มพองใสหรือแผลพุพองเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศ ริมฝีปากช่องคลอด รอบ ๆ ทวารหนัก หรือบริเวณขาหนีบ
    • แผลเหล่านี้จะแตกออกและกลายเป็นแผลเปื่อยที่เจ็บปวด
    • รู้สึกแสบหรือคันบริเวณที่เป็นแผล
    • บางรายอาจมีอาการเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ หรือมีตกขาวผิดปกติ
    • ในบางครั้งอาจมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวม 

    วิธีสังเกต และตรวจวินิจฉัยโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    • สังเกตอาการเบื้องต้น หากพบตุ่มพองใสหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศที่มีอาการเจ็บปวดร่วมกับไข้ หรือมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง ควรเฝ้าสังเกต และรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
    • การตรวจทางการแพทย์ แพทย์จะตรวจโดยการ
      • สอบถามประวัติทางเพศ และอาการที่เป็น
      • ตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะเพศ และบริเวณที่มีแผล
      • เจาะเลือดตรวจหาแอนติบอดีของไวรัส HSV เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ
      • ตรวจหาไวรัสจากแผลโดยตรงด้วยการเก็บตัวอย่างน้ำจากตุ่มพองไปตรวจ
    วิธีรักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    วิธีรักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศให้หายขาด แต่มีวิธีการรักษาเพื่อลดอาการ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ได้แก่

    • ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดระยะเวลาการเกิดแผล
    • การดูแลรักษาความสะอาดบริเวณแผลอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแทรกซ้อน
    • การหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีอาการแผลเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
    • ปรึกษาแพทย์สำหรับการรักษาต่อเนื่องในกรณีที่มีการเกิดซ้ำบ่อย

    วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเมื่อเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    • รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นแผลด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ และน้ำสะอาด
    • หลีกเลี่ยงการเกาแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
    • ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น
    • รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
    • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีแผล
    • แจ้งให้คู่ของตนทราบ และแนะนำให้ตรวจเชื้อ

    การป้องกันโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
    • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลหรือมีอาการของโรคเริม
    • หากมีแผลควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท
    • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ในห้องน้ำ
    • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเริมที่อวัยวะเพศ

    • โรคเริมที่อวัยวะเพศสามารถหายขาดได้ไหม?

    โรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการและป้องกันการแพร่เชื้อได้ด้วยยาและการดูแลตัวเอง

    • เริมที่อวัยวะเพศติดต่อผ่านทางไหนบ้าง?

    ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือสัมผัสกับแผลหรือน้ำเหลืองที่มีไวรัส

    • ใช้ถุงยางอนามัยแล้ว ยังสามารถติดเริมได้ไหม?

    ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% เนื่องจากไวรัสอาจอยู่บริเวณที่ถุงยางไม่ได้ครอบคลุม

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    โรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคที่พบบ่อยแต่ยังคงเป็นความเข้าใจผิดในสังคมมากมาย การรู้จักสาเหตุ อาการ วิธีสังเกต และการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีคุณภาพ นอกจากนี้ การป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของโรคนี้ หากสงสัยว่าตนเองมีอาการโรคเริมที่อวัยวะเพศ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ และวินิจฉัยที่ถูกต้อง พร้อมรับคำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม เพื่อควบคุมโรคไม่ให้ลุกลาม และลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

    เอกสารอ้างอิง

    • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Genital Herpes – CDC Fact Sheet. ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และการป้องกันโรคเริมที่อวัยวะเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/herpes/stdfact-herpes.htm
    • World Health Organization (WHO). Herpes simplex virus. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับไวรัสเริมและการแพร่ระบาด. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/herpes-simplex-virus
    • National Health Service (NHS) UK. Genital herpes. ข้อมูลอาการ การรักษา และการป้องกันโรคเริมที่อวัยวะเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhs.uk/conditions/genital-herpes/
    • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. โรคเริมที่อวัยวะเพศ. ข้อมูลการป้องกันและดูแล. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/viralp/detail/96
    • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). โรคเริม: ความรู้และการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/33144-โรคเริม.html
  • จัดการโรคหูดข้าวสุก รู้ลึกถึงสาเหตุ และวิธีการรักษา

    จัดการโรคหูดข้าวสุก รู้ลึกถึงสาเหตุ และวิธีการรักษา

    โรคหูดข้าวสุก เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส Molluscum Contagiosum Virus (MCV) ซึ่งส่งผลให้เกิดตุ่มหรือผื่นบริเวณผิวหนัง โรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็ก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน

    แม้ว่าโรคหูดข้าวสุกจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่หากไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของตุ่มหูดไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย หรือแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ง่าย ดังนั้นการทำความเข้าใจ สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยให้สามารถจัดการโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    จัดการโรคหูดข้าวสุก รู้ลึกถึงสาเหตุ และวิธีการรักษา

    โรคหูดข้าวสุก คืออะไร?

    โรคหูดข้าวสุก (Molluscum Contagiosum) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Molluscum Contagiosum Virus (MCV) ซึ่งอยู่ในกลุ่มไวรัส Poxvirus ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ ตุ่มนูนขนาดเล็ก สีขาวหรือชมพู มีลักษณะมันเงา และมีจุดตรงกลางคล้ายหลุม

    เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสโดยตรงจากคนสู่คน หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า มีดโกน และเครื่องใช้ในห้องน้ำ นอกจากนี้ ยังสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่

    สาเหตุของโรคหูดข้าวสุก

    ไวรัส Molluscum Contagiosum แพร่กระจายผ่าน การสัมผัสโดยตรง หรือ สัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ได้แก่

    • การสัมผัสโดยตรง: เช่น การสัมผัสตุ่มของผู้ติดเชื้อ หรือเกาบริเวณที่มีตุ่มแล้วสัมผัสร่างกายส่วนอื่น
    • การมีเพศสัมพันธ์: ทำให้เชื้อแพร่กระจายในบริเวณอวัยวะเพศ
    • การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน: เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว มีดโกน หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีการสัมผัสผิวหนัง
    • การว่ายน้ำในสระสาธารณะ: แม้ว่าการแพร่เชื้อผ่านน้ำจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่การสัมผัสพื้นผิวรอบๆ สระที่ปนเปื้อนเชื้ออาจเป็นปัจจัยเสี่ยง

    กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อสูง ได้แก่

    • เด็กที่ชอบเล่นสัมผัสกับพื้นผิว หรือสิ่งของที่มีเชื้อ
    • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
    • นักกีฬาที่มีการสัมผัสผิวหนังกับผู้ติดเชื้อโดยตรง เช่น มวยปล้ำ ยูโด

    อาการของโรคหูดข้าวสุก

    • ลักษณะของตุ่มหูด
      • ตุ่มเล็กๆ สีขาวหรือชมพู มันวาว และมีจุดบุ๋มตรงกลาง
      • มีขนาดตั้งแต่ 2-5 มิลลิเมตร และอาจใหญ่ขึ้นได้ในบางกรณี
      • มักไม่เจ็บ แต่บางครั้งอาจคันหรือระคายเคือง
    • บริเวณที่พบบ่อย
      • ในเด็ก: มักเกิดที่ใบหน้า คอ แขน ขา หรือบริเวณลำตัว
      • ในผู้ใหญ่: มักพบที่อวัยวะเพศ ท้อง ต้นขา หรือก้น (จากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์)
      • ในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ: ตุ่มอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น กระจายเป็นบริเวณกว้าง และหายช้ากว่าปกติ

    การวินิจฉัยโรคหูดข้าวสุก

    แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้โดยอาศัย

    • การตรวจร่างกาย: สังเกตลักษณะของตุ่มหูด
    • การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์: แพทย์อาจขูดเซลล์จากตุ่มหูดเพื่อตรวจหาไวรัส
    • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และต้องแยกโรคจากภาวะอื่น เช่น โรคเริม หรือหูด HPV
    วิธีการรักษาโรคหูดข้าวสุก

    วิธีการรักษาโรคหูดข้าวสุก

    แม้ว่าโรคหูดข้าวสุกสามารถหายได้เองภายใน 6-12 เดือนในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติ แต่การรักษาสามารถช่วยลดระยะเวลาการติดเชื้อ และป้องกันการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย

    • การรักษาด้วยยา
      • ครีมยา Podophyllotoxin หรือ Imiquimod ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายไวรัส
      • กรด TCA (Trichloroacetic Acid) ใช้แต้มที่ตุ่มเพื่อทำให้แห้ง และหลุดออก
      • ยาต้านไวรัส (สำหรับผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ) อาจจำเป็นในบางกรณี
    • การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์
      • การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy): ใช้ไนโตรเจนเหลวในการทำลายตุ่มหูด
      • การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrosurgery): ใช้พลังงานไฟฟ้าเผาทำลายตุ่ม
      • การขูดออก (Curettage): ใช้เครื่องมือขูดออกจากผิวหนัง (แนะนำทำโดยแพทย์เพื่อลดการระคายเคือง)
    • การรักษาแบบธรรมชาติ (อาการไม่รุนแรง)
      • น้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil): มีคุณสมบัติต้านไวรัส และช่วยให้ตุ่มหูดแห้งเร็วขึ้น
      • น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียม: มีฤทธิ์ต้านไวรัส และช่วยลดอาการอักเสบ
      • น้ำผึ้งมานูก้า: มีคุณสมบัติต้านจุลชีพ และช่วยให้ผิวหนังสมานตัวเร็วขึ้น

    การป้องกันโรคหูดข้าวสุก

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มหูดของผู้อื่น หรือหลีกเลี่ยงการเกาตุ่มของตนเอง
    • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือมีดโกน
    • ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสบริเวณที่เป็นตุ่มหูด
    • ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ แม้ถุงยางไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยง
    • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือซาวน่าในที่สาธารณะ หากมีตุ่มหูดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    โรคหูดข้าวสุกเป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนังที่เกิดจากไวรัส Molluscum Contagiosum ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายหากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม แม้ว่าโรคนี้มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ควรได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย และลดระยะเวลาของโรค หากคุณพบตุ่มผิดปกติที่มีลักษณะคล้ายหูดข้าวสุก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม

  • วิธีรับมือโรคหูดหงอนไก่ : ป้องกันก่อนสาย

    วิธีรับมือโรคหูดหงอนไก่ : ป้องกันก่อนสาย

    โรคหูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง และการมีเพศสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการของโรคอาจลุกลาม และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง หรือโรคมะเร็งทวารหนักในทั้งชาย และหญิงแม้ว่าโรคนี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงในทันที แต่ก็ควรทำความเข้าใจ และป้องกันอย่างถูกวิธี เพื่อปกป้องสุขภาพของตนเอ และคู่นอน

    วิธีรับมือโรคหูดหงอนไก่ ป้องกันก่อนสาย

    โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร?

    โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts)  เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งมีสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ และทวารหนัก โดยลักษณะของหูดที่เกิดขึ้นมักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูนเล็กๆ สีชมพู หรือสีเนื้อ มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ และสามารถเกิดขึ้นเป็นกลุ่มหรือกระจายตัวเป็นจุดเล็กๆ

    โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทั้งชาย และหญิง ซึ่งมักพบในบริเวณต่อไปนี้

    • อวัยวะเพศชาย และหญิง
    • ปากช่องคลอด และปากมดลูก
    • ทวารหนัก
    • อวัยวะเพศภายนอก
    • บางครั้งสามารถพบที่ลำคอ และปากได้ในกรณีที่มีการทำออรัลเซ็กซ์กับผู้ที่ติดเชื้อ

    สาเหตุ และการติดต่อของโรคหูดหงอนไก่

    เชื้อ HPV สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังที่ติดเชื้อ โดยมีช่องทางหลักของการติดเชื้อดังนี้:

    • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน (ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือออรัลเซ็กซ์)
    • การสัมผัสผิวหนังโดยตรง กับบริเวณที่ติดเชื้อ แม้ไม่มีการสอดใส่
    • การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือเสื้อผ้า (พบได้น้อย)
    • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ในระหว่างการคลอด

    สิ่งที่ควรทราบ:

    • เชื้อ HPV สามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน โดยไม่แสดงอาการ ทำให้บางคนไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะของโรค
    • การติดเชื้อ HPV มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งทวารหนัก

    อาการของโรคหูดหงอนไก่

    อาการของโรคหูดหงอนไก่จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย ในขณะที่บางคนอาจมีหูดขึ้นอย่างชัดเจน โดยอาการทั่วไป ได้แก่:

    • มี ตุ่มนูนเล็กๆ สีชมพู สีเนื้อ หรือสีขาวบริเวณอวัยวะเพศ
    • ตุ่มมีลักษณะคล้าย ดอกกะหล่ำ และอาจมีหลายจุด
    • อาจมีอาการ คัน หรือระคายเคือง บริเวณที่เป็นหูด
    • อาจมี ตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกทางช่องคลอด ในกรณีที่หูดเกิดขึ้นภายใน
    • หากเกิดบริเวณทวารหนัก อาจทำให้รู้สึกไม่สบายหรือเจ็บขณะขับถ่าย

    หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา หูดอาจขยายใหญ่ขึ้น และอาจเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพทางเพศ และความมั่นใจในตนเอง

    วิธีรักษาโรคหูดหงอนไก่

    วิธีรักษาโรคหูดหงอนไก่

    แม้ว่าเชื้อ HPV ไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้โดยตรง แต่สามารถรักษาหูดที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้

    • การใช้ยาทาภายนอก แพทย์อาจสั่งยาทาภายนอกเพื่อช่วยกำจัดหูด เช่น Podophyllotoxin (สำหรับผู้ชาย) หรือ Imiquimod (กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กำจัดเชื้อ HPV) โดยห้ามใช้ยาทาเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง
    • การจี้หูดด้วยความเย็น (Cryotherapy) การใช้ไนโตรเจนเหลวในการแช่แข็งหูด ทำให้หูดหลุดออกไป วิธีนี้ใช้ได้ผลดี และนิยมใช้กับหูดขนาดเล็ก
    • การใช้เลเซอร์ (Laser Therapy) เหมาะสำหรับกรณีที่หูดมีขนาดใหญ่หรืออยู่ในบริเวณที่เข้าถึงยาก เช่น ภายในปากมดลูก
    • การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery) ใช้ไฟฟ้าความร้อนเผาทำลายหูด วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
    • การผ่าตัดเอาหูดออก หากหูดมีขนาดใหญ่มากหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น การผ่าตัดอาจเป็นตัวเลือกสุดท้าย

    การป้องกันโรคหูดหงอนไก่

    เนื่องจากเชื้อ HPV สามารถแพร่กระจายได้ง่าย การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถทำได้ดังนี้:

    • ฉีดวัคซีน HPV วัคซีน HPV สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ และมะเร็งปากมดลูก ควรฉีดตั้งแต่อายุ 9-26 ปี เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
    • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ถุงยางจะไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
    • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV
    • ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจ โดยเฉพาะผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear)
    • รักษาภูมิคุ้มกันของร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    โรคหูดหงอนไก่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อ HPV แม้ว่าอาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงในทันที แต่สามารถแพร่กระจาย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การป้องกันด้วยวัคซีน HPV การใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นหูดหงอนไก่ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษา 

  • รู้จักโรคเริม ภัยเงียบจากไวรัสที่ควรรู้จัก พร้อมวิธีป้องกัน และรักษา

    รู้จักโรคเริม ภัยเงียบจากไวรัสที่ควรรู้จัก พร้อมวิธีป้องกัน และรักษา

    โรคเริม เป็นโรคติดต่อที่หลายคนมักมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย และจิตใจ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HSV อาจเผชิญกับอาการที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ตุ่มน้ำ ผื่นแดง และอาการปวดแสบปวดร้อน รวมถึงความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของอาการ แม้ว่าโรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การดูแล และป้องกันที่ถูกต้องสามารถช่วยลดความรุนแรง และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 

    รู้จักโรคเริม ภัยเงียบจากไวรัสที่ควรรู้จัก พร้อมวิธีป้องกัน และรักษา

    โรคเริม คืออะไร?

    โรคเริม (Herpes) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่

    • HSV-1 มักพบการติดเชื้อบริเวณปาก และริมฝีปาก (oral herpes)
    • HSV-2 มักพบการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ (genital herpes)

    ทั้งสองชนิดสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับรอยโรค หรือของเหลวที่มีเชื้อไวรัสอยู่

    สาเหตุของโรคเริม

    โรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่าน

    • การสัมผัสโดยตรง สัมผัสกับรอยโรค ตุ่มน้ำ หรือของเหลวที่มีไวรัส
    • การมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางปาก ช่องคลอด หรือทางทวารหนัก
    • การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสกับรอยโรค
    • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ระหว่างการคลอด หากแม่มีเริมบริเวณอวัยวะเพศ

    อาการของโรคเริม

    • อาการในระยะแรก (ระยะเฉียบพลัน)
      • ผื่นแดง และตุ่มน้ำใส: เกิดผื่นหรือตุ่มน้ำขนาดเล็กบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น ริมฝีปาก อวัยวะเพศ หรือรอบปาก
      • อาการคันหรือปวดแสบปวดร้อน: เป็นลักษณะเฉพาะที่มักเกิดก่อนการปรากฏของตุ่มน้ำ
    • ตุ่มแตก และตกสะเก็ด: ตุ่มน้ำจะแตกออก และทิ้งรอยแผลไว้ จากนั้นจะตกสะเก็ด และหายไปในที่สุด
    • อาการเรื้อรังหรือการกลับมาเป็นซ้ำ
      • โรคเริมเป็นโรคที่ไวรัสจะยังคงซ่อนตัวในร่างกาย แม้ว่าอาการจะหายแล้ว
      • การกลับมาเป็นซ้ำมักเกิดจากปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการสัมผัสแสงแดด
    • อาการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจมีอาการไข้ ปวดหัว และต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะในระยะแรกของการติดเชื้อ

    การวินิจฉัยโรคเริม

    • การตรวจร่างกาย แพทย์ตรวจดูรอยโรคหรือตุ่มน้ำบริเวณที่สงสัย
    • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากตุ่มน้ำเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส HSV
    • การตรวจเลือด ใช้ในกรณีที่ไม่มีรอยโรคหรือเมื่อต้องการยืนยันการติดเชื้อในระยะยาว
    การรักษาโรคเริม

    การรักษาโรคเริม

    แม้ว่าโรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษามุ่งเน้นที่การควบคุมอาการ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

    • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) ยาที่นิยมใช้ เช่น Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir ยาต้านไวรัสช่วยลดระยะเวลาของการเกิดอาการ และความรุนแรง
    • การดูแลแผล รักษาความสะอาดบริเวณที่มีรอยโรค หลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะแผล เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
    • การรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ (Suppressive Therapy) เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการซ้ำบ่อยครั้ง ซึ่งการใช้ยาต้านไวรัสในขนาดต่ำต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดอาการ

    การป้องกันโรคเริม

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรอยโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่มีรอยโรคเริม
    • ใช้ถุงยางอนามัย การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์
    • ดูแลสุขภาพ และภูมิคุ้มกัน พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย
    • ระวังการใช้ของร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของที่อาจปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือแก้วน้ำ
    • แจ้งคู่ครองหรือคู่นอน หากคุณมีเชื้อเริม ควรแจ้งคู่ครองเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    โรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อย และแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การดูแลรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยควบคุมอาการ และป้องกันการแพร่กระจายได้ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง การป้องกันอย่างเคร่งครัด และการใช้ยาต้านไวรัสเมื่อจำเป็น จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และมั่นใจในสุขภาพของตนเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save