ข้อมูลป้องกันเอชไอวีในโซเชียลมีทั้งที่ถูก ที่ถูกครึ่งเดียว และที่ผิด การเช็กก่อนเชื่อไม่ต้องใช้ความรู้แพทย์ เริ่มได้ด้วยคำถามไม่กี่ข้อ คือใครเป็นคนพูด พูดเมื่อไร มีหลักฐานอะไร เขาได้อะไรถ้าเราเชื่อ และข้อมูลนี้ตรงกับแหล่งทางการของไทยไหม ถ้าโพสต์ไหนทำให้อยากเริ่ม หยุด หรือซื้ออะไรทันที ให้ถือเป็นสัญญาณว่าต้องเช็กก่อน
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า ถามสามข้อกับทุกโพสต์ ใครพูด พูดเมื่อไร อ้างจากไหน และให้เรื่องยากับการตรวจไปจบที่หน่วยบริการ ไม่ใช่ที่ช่องคอมเมนต์
ข้อมูลป้องกันเอชไอวีในโซเชียล ผิดได้กี่แบบ และตัวอย่างจากไทย
องค์การอนามัยโลกแยกข้อมูลที่ผิดออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือข้อมูลผิดที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อทำร้ายใคร หลายครั้งเริ่มจากคนที่อยากให้คนอื่นปลอดภัยจริง ๆ แบบที่สองคือข้อมูลเท็จที่สร้างขึ้นเพื่อหากำไรหรือสร้างความเสียหาย
ตัวอย่างของไทยอยู่ในหน้าเว็บศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2567 มีข้อความแชร์กันว่าพบวัคซีนป้องกันเอชไอวีแบบใหม่ ศูนย์ตรวจสอบกับกรมควบคุมโรคแล้วจัดเป็นข่าวบิดเบือน เพราะสิ่งที่โพสต์เรียกว่าวัคซีนนั้นเป็นยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์นาน ไม่ใช่วัคซีน แม้งานวิจัยทางคลินิกจะพบว่ายานี้ใช้ป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อได้ผลดีก็ตาม
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ โพสต์ที่พลาดไม่จำเป็นต้องแต่งขึ้นทั้งเรื่อง กรณีนี้สิ่งที่โพสต์พูดถึงมีอยู่จริง แต่เป็นยา คำว่าวัคซีนคำเดียวทำให้ความหมายเปลี่ยนไป
โพสต์และคลิปเรื่องเพร็พ งานวิจัยสำรวจแล้วเจออะไร
งานวิจัยของนักวิชาการสหรัฐที่ตีพิมพ์ปี 2561 สำรวจคลิปเรื่องเพร็พบน YouTube จำนวน 217 คลิป เป็นคลิปภาษาอังกฤษที่มียอดดูตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไปและเผยแพร่ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2559 พบว่าร้อยละ 83.4 ของคลิปชวนให้ใช้เพร็พ แต่มีเพียงร้อยละ 35.9 ที่บอกว่าจะไปรับได้อย่างไร และไม่ถึงหนึ่งในสามที่พูดถึงค่าใช้จ่าย ผลข้างเคียง หรือความปลอดภัย
งานอีกชิ้นตีพิมพ์เดือนกันยายน 2569 สุ่มโพสต์เรื่องเพร็พของผู้ใช้ในสหรัฐที่เก็บเมื่อกุมภาพันธ์ 2566 จาก Facebook 1,000 โพสต์ Instagram 1,000 โพสต์ และ Twitter 811 โพสต์ เนื้อหาที่เจอมากที่สุดคือคำอธิบายว่าเพร็พคืออะไร ส่วนโพสต์ที่พูดถึงผลข้างเคียงมีไม่ถึงร้อยละ 3 ในทุกแพลตฟอร์ม และผู้วิจัยรายงานว่าแหล่งข้อมูลที่โพสต์เอ่ยถึงจำนวนมากเป็นเว็บอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานสาธารณสุข ผู้ให้บริการสุขภาพ หรือหน่วยงานรัฐ
ทั้งสองชิ้นสำรวจเนื้อหาภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐ เราไม่ได้เปิดอ่านงานสำรวจแบบเดียวกันของโพสต์ภาษาไทย จึงไม่ควรยกตัวเลขไปใช้กับฟีดของคนไทยตรง ๆ แปลว่าอะไรสำหรับคุณ โพสต์ที่ชวนใช้เพร็พไม่ได้ผิด แต่ส่วนที่ต้องใช้ตัดสินใจจริง เช่น ผลข้างเคียง ค่าใช้จ่าย และวิธีเข้าถึง อาจไม่อยู่ในโพสต์ ต้องไปถามต่อ
ก่อนเชื่อหรือแชร์ ถามโพสต์นั้นว่าอะไรบ้าง
เจ็ดขั้นนี้มาจากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเขียนไว้ช่วงโควิด-19 เราเห็นว่าใช้กับข้อมูลสุขภาพเรื่องอื่นได้ คอลัมน์ขวาเป็นตัวอย่างที่เราเรียบเรียงเองให้เข้ากับเรื่องป้องกันเอชไอวี
| ขั้นขององค์การอนามัยโลก | ใช้กับโพสต์เรื่องป้องกันเอชไอวีอย่างไร |
|---|---|
| ดูที่มา | ใครแชร์มา เขาเอามาจากไหน บัญชีนี้เปิดมานานแค่ไหน |
| อ่านให้เกินพาดหัว | เปิดอ่านทั้งโพสต์หรือดูคลิปจนจบ เพราะเงื่อนไขสำคัญอาจไม่อยู่ในบรรทัดแรก |
| ดูว่าใครเขียน | ค้นชื่อคนพูด ว่ามีตัวตนและทำงานด้านนี้จริงไหม |
| ดูวันที่ | สิทธิและบริการเปลี่ยนได้ โพสต์เก่าที่ถูกแชร์ใหม่อาจไม่ตรงกับวันนี้ |
| ดูหลักฐาน | มีลิงก์ไปเอกสารต้นทางไหม และเอกสารนั้นพูดตรงกับโพสต์หรือเปล่า |
| ดูอคติของตัวเอง | เราอยากเชื่อเพราะตรงกับที่หวัง หรือเพราะกำลังกลัวอยู่หรือเปล่า |
| ถามผู้ตรวจสอบข่าว | ค้นว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมหรือสำนักข่าวเคยตรวจเรื่องนี้แล้วหรือยัง |
องค์การอนามัยโลกเตือนไว้อีกข้อว่า ถ้ารู้ว่าเรื่องไหนไม่จริง อย่าแชร์ต่อเพื่อแก้ข่าวหรือเพื่อล้อเลียน เพราะเท่ากับช่วยให้มันไปไกลขึ้น
เทียบกับแหล่งทางการของไทยได้ที่ไหน
องค์การอนามัยโลกบอกว่าแหล่งที่ดีสำหรับหาข้อมูลที่เชื่อถือได้คือเว็บของกระทรวงสาธารณสุขในประเทศตัวเอง หรือขององค์การอนามัยโลก สำหรับเรื่องเอชไอวีในไทย ช่องทางที่เราเปิดดูเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 มีดังนี้
- เว็บ HIV INFO HUB ของกรมควบคุมโรค มีหน้าการป้องกัน การตรวจ การรักษา สิทธิประโยชน์ และคำถามที่พบบ่อย
- สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
- หมายเลข 1663 ซึ่งหน้าคำถามที่พบบ่อยของ HIV INFO HUB ให้ไว้สำหรับสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเอชไอวีกับองค์กรที่ช่วยเหลือ
- หน่วยบริการที่คุณใช้อยู่ ซึ่งตอบเรื่องสิทธิและบริการในพื้นที่ของคุณได้โดยตรง
แหล่งทางการก็มีวันที่เหมือนกัน และหน้าเว็บบางหน้าอาจปรับไม่ทันแนวทางล่าสุด ถ้าโพสต์ที่เห็นไม่ตรงกับเว็บทางการ หรือเว็บทางการสองแห่งไม่ตรงกัน ให้ถามหน่วยบริการเป็นคำตอบสุดท้าย

โฆษณาที่แฝงมากับความรู้ แยกออกอย่างไร
เนื้อหาบางชิ้นมีเป้าหมายอื่นนอกจากให้ความรู้ งานวิจัยในสหรัฐที่ตีพิมพ์ปี 2564 ให้คนในโครงการติดตามระดับประเทศ 2,078 คน ซึ่งเป็นชายและคนข้ามเพศที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและผลเอชไอวีเป็นลบ ดูตัวอย่างโฆษณาหาผู้ร่วมฟ้องคดีเกี่ยวกับยาเพร็พที่ขึ้นในโซเชียล ในผู้ตอบทั้งหมด ร้อยละ 59.9 เคยเห็นโฆษณาแบบนี้ ร้อยละ 28 บอกว่าถ้าเห็นคงไม่เริ่มเพร็พ และร้อยละ 38.2 เห็นด้วยว่าโฆษณาทำให้คิดว่ายาไม่ปลอดภัย งานนี้ถามว่าคิดจะทำอย่างไร ไม่ได้วัดว่ามีใครเปลี่ยนการใช้ยาจริง
ตัวเลขนี้เป็นของสหรัฐและเป็นโฆษณาแบบที่อาจไม่มีในไทย ถ้าเนื้อหาแบบไหนทำให้กังวลเรื่องยาที่ใช้อยู่ เราแนะนำว่าอย่าหยุดยาเอง ให้ถามแพทย์หรือเจ้าหน้าที่คลินิกที่ดูแลคุณก่อน สัญญาณข้างล่างนี้เราเรียบเรียงเอง ไม่ใช่เกณฑ์ของหน่วยงานใด
- มีปุ่มสั่งซื้อ ลิงก์ร้าน หรือรหัสส่วนลดอยู่ในโพสต์เดียวกับคำแนะนำ
- เร่งให้ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ หรือบอกว่าของมีจำนวนจำกัด
- ไม่บอกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหา
- ชวนให้ทักแชตส่วนตัวเพื่อรับคำแนะนำเรื่องยา
ถ้าโพสต์นั้นขายยาด้วย อ่านต่อที่ ซื้อยาเพร็พออนไลน์ ปลอดภัยไหม ต้องเช็กอะไร ส่วนภาพรวมของวิธีป้องกันที่ใช้เทียบกับโพสต์ได้ อยู่ที่หน้า ป้องกัน HIV ให้เหมาะกับชีวิตจริง ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
คนพูดในคลิปบอกว่าเป็นหมอ เชื่อได้เลยไหม
ยังต้องเช็กอีกสองข้อ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ค้นชื่อคนพูดว่ามีตัวตนและน่าเชื่อถือจริง และดูว่าหลักฐานที่ยกมาสนับสนุนสิ่งที่พูดจริงหรือเปล่า
โพสต์แนบลิงก์งานวิจัยมาด้วย แปลว่าถูกแล้วไหม
ยังไม่แน่ ขั้นดูหลักฐานขององค์การอนามัยโลกให้เปิดลิงก์ดูว่าสนับสนุนเรื่องที่โพสต์เล่าจริงไหม ข้อเสนอของเราคือดูเพิ่มอีกสามอย่าง คืองานนั้นทำที่ไหน กับใคร และกี่คน
แชร์โพสต์ที่ผิดไปแล้ว แก้ตรงไหนได้บ้าง
ข้อเสนอของเราคือลบหรือแก้โพสต์ของตัวเอง แล้วบอกคนที่เราส่งให้โดยตรงพร้อมแหล่งที่ถูก ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะองค์การอนามัยโลกอธิบายว่าข้อมูลผิดมักเริ่มจากและถูกส่งต่อโดยคนที่ตั้งใจดี
ถามแชตบอตหรือเอไอแทนการค้นเองได้ไหม
ข้อเสนอของเราคือใช้เป็นจุดเริ่มได้ แต่ต้องใช้คำถามชุดเดียวกันกับคำตอบที่ได้ คือถามหาแหล่งที่มา วันที่ และเทียบกับแหล่งทางการ เรื่องแชตบอต เรามีบทความแยกไว้ที่ AI Chatbot ในการให้คำปรึกษาเรื่อง HIV: เทรนด์สุขภาพดิจิทัลที่มาแรง
ข้อมูลจากเว็บต่างประเทศ ใช้กับคนไทยได้เลยไหม
เราเห็นว่าใช้ได้บางส่วน แต่สิทธิ ค่าใช้จ่าย และบริการที่มีในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เรื่องเหล่านี้ต้องเทียบกับแหล่งของไทยเสมอ
สรุป
ข้อมูลป้องกันเอชไอวีในโซเชียลมีประโยชน์ได้ แต่ต้องผ่านการเช็กก่อนเชื่อ งานสำรวจจากสหรัฐที่ดูคลิป YouTube ภาษาอังกฤษ 217 คลิปซึ่งเผยแพร่ถึงปี 2559 พบว่าส่วนใหญ่ชวนให้ใช้เพร็พ แต่ไม่ถึงหนึ่งในสามพูดถึงค่าใช้จ่าย ผลข้างเคียง หรือความปลอดภัย และตัวอย่างของไทยแสดงว่าคำเดียวที่เพี้ยนก็เปลี่ยนความหมายได้ทั้งเรื่อง
ใช้เจ็ดขั้นขององค์การอนามัยโลก เทียบกับแหล่งทางการของไทย ระวังเนื้อหาที่มีเป้าหมายอื่นแฝงอยู่ และพาคำถามเรื่องยากับการตรวจไปที่หน่วยบริการ
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- องค์การอนามัยโลก: Let’s flatten the infodemic curve
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม: ข่าวบิดเบือน เรื่องพบวัคซีนป้องกัน HIV แบบใหม่ เผยแพร่ 20 ธันวาคม 2567
- Kecojevic และคณะ: Pre-Exposure Prophylaxis YouTube Videos: Content Evaluation ตีพิมพ์ปี 2561
- Martinez และคณะ: Pre-Exposure Prophylaxis–Related Messages Across Facebook, Instagram, and Twitter ตีพิมพ์ปี 2569
- Grov และคณะ: Marketing of Tenofovir disoproxil fumarate (TDF) lawsuits and social media misinformation campaigns’ impact on PrEP uptake among gender and sexual minority individuals ตีพิมพ์ปี 2564
- HIV INFO HUB กรมควบคุมโรค: คำถามที่พบบ่อยเรื่องเอชไอวี
- กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

