โรคฝีมะม่วง หรือ LGV เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อ Chlamydia บางสายพันธุ์ อาจทำให้มีแผลเล็กที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวมเจ็บ หรือมีอาการอักเสบที่ทวารหนัก โรคนี้รักษาได้แต่ควรตรวจและรับการดูแลเร็ว
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด แบ่ง เปลี่ยน หรือปรับยาปฏิชีวนะเอง และไม่ควรบีบหรือเจาะก้อนบวม
โรคฝีมะม่วงติดต่ออย่างไร
เชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศ โดยเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุหรือผิวหนังที่มีรอยถลอก บริเวณที่พบอาการอาจเป็นอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือขาหนีบ ขึ้นกับตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ
โรคนี้ไม่ติดต่อจากมะม่วง อาหาร การใช้ห้องน้ำ หรือการกินข้าวร่วมกันตามปกติ ชื่อ “ฝีมะม่วง” เป็นชื่อเรียกอาการต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวม ไม่ได้เกี่ยวกับผลไม้
อาการของโรคฝีมะม่วงเป็นอย่างไร
- มีตุ่มหรือแผลเล็กที่อวัยวะเพศหรือรอบทวาร ซึ่งอาจไม่เจ็บและหายเองจนไม่ทันสังเกต
- ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบข้างเดียวหรือสองข้างบวม เจ็บ แดง หรือกลายเป็นก้อนหนอง
- ปวดทวาร ปวดเบ่ง มีมูก หนอง หรือเลือดออกจากทวาร
- ท้องผูก ถ่ายลำบาก ไข้ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อย
อาการอักเสบที่ทวารอาจคล้ายริดสีดวง ลำไส้อักเสบ ซิฟิลิส เริม หรือโรคอื่น หากมีเลือด มูก แผล หรือปวดทวารควรเล่าประวัติการสัมผัสตามจริงเพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม
ตรวจโรคฝีมะม่วงอย่างไร
ผู้ให้บริการจะดูตำแหน่งและลักษณะอาการ ตรวจหา Chlamydia จากตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง และประเมินโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน การตรวจยืนยันสายพันธุ์ LGV โดยตรงอาจไม่มีให้บริการทุกแห่ง จึงอาจต้องใช้ข้อมูลอาการร่วมกับผลตรวจและประวัติสัมผัส
อาจมีการตรวจ HIV ซิฟิลิส หนองใน และ STI อื่นร่วมด้วย การตรวจหลายรายการมีไว้เพื่อเลือกการดูแลให้ครบ ไม่ได้หมายความว่าผู้รับบริการมีทุกโรค
โรคฝีมะม่วงรักษาอย่างไร
LGV รักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามแผนที่เหมาะกับโรค ตำแหน่งอาการ การตั้งครรภ์ ประวัติแพ้ยา และยาอื่น ผู้ให้บริการอาจเริ่มดูแลก่อนผลยืนยันครบเมื่ออาการเข้ากันและเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน
ไม่ควรนำสูตรยาหนองในเทียมทั่วไปมาใช้เอง เพราะ LGV อาจต้องใช้แผนต่างออกไป หากลืมยา อาเจียน มีผลข้างเคียง หรืออาการไม่ดีขึ้น ให้ติดต่อคลินิก ไม่ควรกินเพิ่ม เปลี่ยนยา หรือซื้อยาซ้ำเอง
ก้อนต่อมน้ำเหลืองที่เป็นหนองอาจต้องได้รับการระบายโดยผู้เชี่ยวชาญ ห้ามบีบ เจาะ หรือกรีดเอง เพราะอาจทำให้ติดเชื้อ ลุกลาม หรือเกิดแผลเรื้อรัง
ทำไมต้องดูแลคู่และติดตามผล
คู่ที่อาจสัมผัสเชื้อควรไปตรวจและรับคำแนะนำ แม้ไม่มีอาการ เพื่อช่วยลดการส่งเชื้อกลับไปมา ถ้าไม่สะดวกแจ้งเอง ให้ถามคลินิกเรื่องบริการช่วยแจ้งคู่แบบรักษาความลับ
ทำตามคำแนะนำเรื่องช่วงที่ควรงดกิจกรรมทางเพศและนัดติดตาม หากอาการกลับมา ไม่ดีขึ้น หรือมีเหตุสัมผัสใหม่ ให้กลับไปประเมิน ไม่ควรสรุปว่าเชื้อดื้อยาจากอาการเพียงอย่างเดียว
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์เร็ว
- ปวดทวารมาก มีเลือดออกมาก หรือถ่ายไม่ได้
- ก้อนขาหนีบบวมแดงมาก มีหนอง หรือปวดจนเดินลำบาก
- มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลียมาก หรืออาการทรุดเร็ว
- ตั้งครรภ์และมีแผล ก้อนบวม หรืออาการที่สงสัย
- มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมี HIV ที่ยังควบคุมเชื้อไม่ได้
การปล่อยการอักเสบเรื้อรังอาจทำให้เกิดแผลเป็น ทางเดินน้ำเหลืองอุดตัน หรือช่องทวารตีบได้ การไปพบแพทย์เร็วช่วยลดภาวะแทรกซ้อน
ลดความเสี่ยงได้อย่างไร
- ใช้ถุงยางหรือแผ่นยางอนามัยอย่างถูกต้องเมื่อเหมาะสม
- เปลี่ยนถุงยางครอบอุปกรณ์ทางเพศก่อนใช้กับอีกคนหรืออีกตำแหน่ง
- ไปตรวจเมื่อมีแผล ก้อนขาหนีบ หรืออาการทางทวาร
- พูดคุยกับคู่เรื่องอาการและผลตรวจโดยไม่กล่าวโทษ
- ไม่แบ่งยาปฏิชีวนะและไม่ใช้ยาที่เหลือ
อ่านต่อเรื่อง โรคหนองในเทียม และ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฝีมะม่วง
โรคฝีมะม่วงคือหนองในเทียมทั่วไปไหม
เกิดจากเชื้อ Chlamydia เช่นกันแต่เป็นสายพันธุ์ที่ทำให้การอักเสบลุกลามมากกว่า จึงอาจมีอาการและแผนรักษาต่างจากหนองในเทียมทั่วไป
ไม่มีแผล ยังเป็นได้ไหม
ได้ แผลระยะแรกอาจเล็ก ไม่เจ็บ และหายไปก่อนเกิดก้อนขาหนีบหรืออาการทางทวาร
ก้อนขาหนีบแตกเองควรทำอย่างไร
ปิดด้วยวัสดุสะอาด ล้างมือ และไปพบแพทย์ ไม่ควรบีบหรือกรีดเพิ่ม เพราะอาจทำให้แผลลุกลามและติดเชื้อ
รักษาหายแล้วติดใหม่ได้ไหม
ได้ การรักษาไม่สร้างภูมิคุ้มกันถาวร การดูแลคู่และลดการสัมผัสซ้ำช่วยลดโอกาสติดใหม่
สรุปโรคฝีมะม่วง
โรคฝีมะม่วงหรือ LGV อาจเริ่มจากแผลเล็ก แล้วเกิดก้อนขาหนีบบวมหรืออาการอักเสบที่ทวาร โรคนี้รักษาได้ แต่ไม่ควรซื้อยา บีบ หรือเจาะก้อนเอง ควรตรวจ ดูแลคู่ และไปพบแพทย์เร็วเมื่อปวดมาก มีเลือด ก้อนเป็นหนอง หรือมีไข้
