Tag: การติดเชื้อเอชไอวี

  • รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    เมื่อพูดถึงการติดเชื้อเอชไอวี หลายคนมักนึกถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง การใช้เข็มร่วมกัน คือหนึ่งในพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่เชื้อเอชไอวีในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมนี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้เข็มร่วมกันสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด การฉีดยาเองโดยขาดความรู้ หรือการใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด

    รู้ทันอันตราย! ใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงเอชไอวีมากกว่าที่คิด

    เอชไอวีคืออะไร? และติดต่อได้อย่างไร?

    เอชไอวี (HIV – Human Immunodeficiency Virus) คือ เชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และหากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาไปสู่ภาวะเอดส์ในระยะยาว โดยมีช่องทางการติดต่อของเอชไอวีที่พบได้บ่อย ได้แก่

    • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
    • การใช้เข็ม หรืออุปกรณ์ที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกัน
    • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
    • การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้มาตรฐาน

    ในบรรดาช่องทางเหล่านี้ การใช้เข็มร่วมกันถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเป็นการนำเลือดของผู้อื่นเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง

    การใช้เข็มร่วมกัน คืออะไร?

    การใช้เข็มร่วมกัน คือ พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเลือดอื่น ๆ โดยหมายถึงการนำเข็มฉีดยา กระบอกฉีดยา หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฉีดมาใช้ร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มเดียวกันโดยตรง หรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง แม้อุปกรณ์เหล่านั้นจะดูสะอาด และไม่เห็นคราบเลือดก็ตาม

    ความเสี่ยงเกิดขึ้นเพราะระหว่างการฉีด เลือดของผู้ใช้คนแรกสามารถค้างอยู่ภายในเข็มหรือกระบอกฉีดยาในปริมาณที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เชื้อเอชไอวีซึ่งอยู่ในเลือดสามารถคงอยู่ในอุปกรณ์เหล่านี้ได้ และเมื่อมีการนำไปใช้กับผู้อื่น เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้คนถัดไปโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ทันที นอกจากนี้ อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ภาชนะผสมยา น้ำสำหรับผสม หรืออุปกรณ์ช่วยฉีด หากมีการปนเปื้อนเลือด ก็สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้เช่นกัน

    ด้วยเหตุนี้ การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันจึงถือเป็นหนึ่งในเส้นทางการแพร่เชื้อเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสูง และอันตรายมาก การป้องกันที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ใด ๆ ร่วมกับผู้อื่น และตระหนักว่าความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมองเห็นเลือด แต่ขึ้นอยู่กับการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ในกรณีที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติก็ตาม

    ทำไมการใช้เข็มร่วมกันจึงเสี่ยงเอชไอวีสูงมาก?

    • เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง การฉีดยาเป็นการเจาะผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งทำให้เชื้อเอชไอวีที่ปนเปื้อนอยู่ในเข็มสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านด่านป้องกันใด ๆ
    • เลือดปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอ เชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องมีเลือดจำนวนมาก เลือดเพียงเล็กน้อยที่ติดอยู่ในเข็มหรือกระบอกฉีดยาก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้
    • มองไม่เห็น ≠ ปลอดภัย หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่เห็นเลือดติดอยู่ก็ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง เลือดอาจยังคงอยู่ในระดับที่มองไม่เห็น และยังมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่

    สถานการณ์การใช้เข็มร่วมกันในสังคมปัจจุบัน

    แม้การรณรงค์ด้านสาธารณสุขจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้เข็มร่วมกันยังคงเป็นปัญหาที่พบได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เข้าถึงข้อมูล และบริการสุขภาพได้จำกัด โดยปัจจัยที่ทำให้การใช้เข็มร่วมกันยังคงเกิดขึ้น ได้แก่

    • การขาดความรู้ความเข้าใจ
    • ความกลัวการถูกตีตรา
    • การเข้าถึงอุปกรณ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงพอ
    • ปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม

    กลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการใช้เข็มร่วมกัน

    แม้ใครก็ตามอาจมีความเสี่ยงได้ แต่กลุ่มที่มักพบพฤติกรรมการใช้เข็มร่วมกัน ได้แก่

    • ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
    • ผู้ที่ฉีดยาด้วยตนเองโดยไม่มีอุปกรณ์ที่สะอาด
    • ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทรัพยากร
    • ผู้ที่ขาดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

    การทำความเข้าใจกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ แต่เพื่อหาวิธีป้องกันและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

    ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน

    ผลกระทบของการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน

    การติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องสุขภาพทางกายเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งไปถึงด้านจิตใจ สังคม และอนาคตของผู้ติดเชื้อในหลายมิติ แม้ในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสที่ช่วยควบคุมเชื้อให้ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป แต่การติดเชื้อเอชไอวียังคงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต และต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต

    • ผลกระทบด้านสุขภาพร่างกาย เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจากการใช้เข็มร่วมกัน เชื้อจะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที ภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ อ่อนแอลง ทำให้ร่างกายติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อราบางชนิด ผู้ติดเชื้อจำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และต้องติดตามผลเลือดเป็นระยะ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
    • ผลกระทบด้านสุขภาพจิต การรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน อาจนำไปสู่ความเครียด ความกังวล ความรู้สึกผิด หรือการโทษตัวเอง หลายคนกลัวการถูกตีตรา และการถูกปฏิเสธจากสังคม ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแยกตัวออกจากผู้อื่น การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การรักษาทางกาย
    • ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต แม้ผู้ติดเชื้อจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหากกินยาสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องปรับตัวในหลายด้าน เช่น
      • การวางแผนชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการกินยา
      • การเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
      • ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาว
      • สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง โดยเฉพาะหากขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
    • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังคม การติดเชื้อเอชไอวีอาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนไป บางคนไม่กล้าบอกความจริงกับคนใกล้ชิดเพราะกลัวการไม่เข้าใจหรือการถูกตำหนิ ในบางกรณีอาจเกิดความตึงเครียด ความไม่ไว้วางใจ หรือการตีตราทางสังคม ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ติดเชื้อ
    • ผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษา และการทำงาน ผู้ติดเชื้อบางรายอาจเผชิญกับอุปสรรคในการเรียนหรือการทำงาน เช่น การลางานเพื่อรักษา ความกลัวการเปิดเผยสถานะสุขภาพ หรือการถูกเลือกปฏิบัติจากคนรอบข้าง แม้กฎหมาย และความรู้ทางสังคมจะพัฒนาขึ้น แต่ทัศนคติเชิงลบยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่

    แม้ในปัจจุบันเอชไอวีจะไม่ใช่โรคร้ายที่ไร้ทางรักษา และสามารถควบคุมให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการไม่ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยปกป้องทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และอนาคตของชีวิตในระยะยาวอย่างแท้จริง

    การป้องกัน และวิธีลดความเสี่ยงจากการใช้เข็มร่วมกัน

    การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่นเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการแพร่เชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อทางเลือดอื่น ๆ การป้องกัน และลดความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

    การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะแม้จะไม่เห็นคราบเลือดด้วยตาเปล่า แต่เชื้อเอชไอวีก็ยังสามารถหลงเหลืออยู่ในเข็มหรือกระบอกฉีดยาได้ และเข้าสู่ร่างกายของผู้อื่นทันทีเมื่อมีการใช้งานซ้ำ

    แนวทางในการลดความเสี่ยงที่ควรตระหนัก ได้แก่

    • ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ฉีดยาที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเป็นของใช้เฉพาะบุคคลเท่านั้น
    • ไม่ใช้เข็ม กระบอกฉีดยา อุปกรณ์ผสมยา หรืออุปกรณ์ใด ๆ ร่วมกับผู้อื่น แม้จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนในกลุ่มเดียวกัน
    • หากจำเป็นต้องได้รับการฉีดยา ควรรับบริการจากสถานพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สะอาด และปลอดภัย
    • เข้ารับการตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อทางเลือดอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงในอดีต
    • เข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ และการป้องกันโรค เพื่อเข้าใจความเสี่ยง และผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อ

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    แม้ปัจจุบันเอชไอวีจะสามารถรักษา และควบคุมได้ด้วยยา แต่การไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรกยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การหลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกันและใส่ใจความปลอดภัยของตนเองจึงเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    การใช้เข็มร่วมกันเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าที่หลายคนตระหนัก การเข้าใจอันตรายอย่างถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการป้องกัน เพราะเมื่อเรามีความรู้ที่เพียงพอ เราจะไม่ประมาทกับความเสี่ยงรอบตัว สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และมีส่วนช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เอชไอวีไม่ใช่เรื่องไกลตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน และการป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นได้จากความรู้ที่ถูกต้อง และความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อนของคนในสังคมทุกคน

    เอกสารอ้างอิง

    • World Health Organization (WHO). HIV/AIDS: Key facts on transmission, prevention, and harm reduction. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/health-topics/hiv-aids
    • UNAIDS. Injecting drug use and HIV: Risks, prevention, and global responses. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/topic/injecting-drug-use
    • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Transmission: Injection Drug Use and Shared Needles. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/transmission.html
    • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องเอชไอวี/เอดส์ การติดต่อผ่านเลือด และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
    • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. สถานการณ์เอชไอวีและแนวทางลดพฤติกรรมเสี่ยงในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.moph.go.th
  • HIV ไม่ใช่จุดจบ แนวทางการรักษายุคใหม่เพื่อชีวิตที่ใช้ได้อย่างปกติ

    HIV ไม่ใช่จุดจบ แนวทางการรักษายุคใหม่เพื่อชีวิตที่ใช้ได้อย่างปกติ

    เอชไอวี (HIV) หรือเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง เคยเป็นชื่อที่เต็มไปด้วยความกลัว อคติ และการตีตราในอดีต แต่ในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และความเข้าใจทางสังคมที่ดีขึ้น การติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้เป็นคำตัดสินประหารชีวิตอีกต่อไป ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนทั่วไป หากได้รับการรักษา และดูแลอย่างเหมาะสม

    บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวี การวินิจฉัย การรักษายุคใหม่ เช่น ยาต้านไวรัสสูตรปัจจุบัน แนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable) และวิถีชีวิตของผู้มีเชื้อเอชไอวี ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และปกติในสังคม

    HIV ไม่ใช่จุดจบ แนวทางการรักษายุคใหม่เพื่อชีวิตที่ใช้ได้อย่างปกติ

    เอชไอวี (HIV) คืออะไร?

    เอชไอวี (HIV = Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งเป็นด่านสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรค หากไม่ได้รับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี จะพัฒนากลายเป็น โรคเอดส์ (AIDS = Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอจนทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และมะเร็งบางชนิด

    แต่ด้วยการตรวจพบเชื้อแต่เนิ่น ๆ และเริ่มรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที ผู้มีเชื้อสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ได้ และสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

    การวินิจฉัย และการตรวจหาเชื้อเอชไอวี

    ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นความลับ โดยวิธีตรวจหลัก ๆ ได้แก่:

    • การตรวจแอนติบอดี (Antibody Test) เป็นวิธีการตรวจพื้นฐาน และพบมากที่สุด โดยตรวจหา “แอนติบอดี” ที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี
      • มักใช้ตัวอย่างเลือด หรือของเหลวจากช่องปาก
      • มักสามารถตรวจพบได้ภายใน 3-12 สัปดาห์หลังจากรับเชื้อ
      • หากตรวจหลังระยะฟักตัว (window period) จะให้ผลแม่นยำสูง
    • การตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) เป็นการตรวจแบบเร่งด่วน โดยรู้ผลภายใน 15-30 นาที
      • นิยมใช้ในการคัดกรองเบื้องต้น
      • ใช้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน
      • มีทั้งแบบเจาะเลือดปลายนิ้ว และใช้ของเหลวในช่องปาก
      • หากผลเป็นบวก จำเป็นต้องยืนยันผลอีกครั้งด้วยวิธีมาตรฐาน
    • การตรวจ NAT (Nucleic Acid Test) เป็นการตรวจหา สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส โดยตรง
      • มีความไว และแม่นยำสูง
      • สามารถตรวจพบเชื้อได้เร็วภายใน 10-33 วันหลังรับเชื้อ
      • เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการผลชัดเจนในระยะเริ่มต้น หรือตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล
      • มักใช้ในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ หรือกรณีเฉพาะทาง

    การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ควรเป็นกิจวัตรสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และไม่ควรรอให้มีอาการ เพราะการตรวจเร็วจะนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART): หัวใจของการควบคุมเอชไอวี

    Antiretroviral Therapy (ART) หรือ การรักษาด้วยยาต้านไวรัส คือแนวทางการรักษาหลัก และได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน โดยใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อควบคุมการทำงานของไวรัส ไม่ให้เพิ่มจำนวนในร่างกาย

    แม้ว่า ART จะ ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปได้อย่างถาวร แต่สามารถกดไวรัสให้อยู่ในระดับที่ต่ำมากจน ไม่สามารถตรวจพบได้ในเลือด (Undetectable) ซึ่งหมายถึงผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (U=U: Undetectable = Untransmittable)

    การกินยาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยอะไรบ้าง?

    • ยับยั้งการลุกลามของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย เมื่อไวรัสถูกควบคุมไว้ได้ การทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันก็จะลดลงอย่างมาก ป้องกันการลุกลามไปสู่ระยะโรคเอดส์ (AIDS)
    • ฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาแข็งแรงขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infections)
    • ลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ทำให้ผู้ที่มีปริมาณไวรัสในร่างกายต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้คู่ของตนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และช่วยลดการแพร่ระบาดในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
    • เพิ่มคุณภาพชีวิต และอายุขัย เพราะผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาด้วย ART อย่างต่อเนื่อง สามารถมีชีวิตยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป และมีสุขภาพแข็งแรง ประกอบอาชีพ และมีครอบครัวได้

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาต้านไวรัส ART

    • ต้อง รับประทานยาอย่างเคร่งครัดทุกวัน เพื่อไม่ให้เชื้อดื้อยา
    • ควรตรวจติดตามสุขภาพ และปริมาณไวรัสในเลือด (Viral Load) อย่างสม่ำเสมอ
    • การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้ไวรัสดื้อยา และกลับมาระบาดในร่างกายได้
    แนวคิด U=U _ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

    แนวคิด U=U : ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่

    หนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ และนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญ คือ แนวคิด “U=U” (Undetectable = Untransmittable) ซึ่งยืนยันจากงานวิจัยระดับโลกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้รับยาต้านไวรัส ART และมีไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ (undetectable viral load) จะไม่แพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ให้ผู้อื่น

    U=U เป็นสิ่งที่ช่วยลดการตีตรา และเป็นแรงผลักดันให้ผู้มีเชื้อเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงรักษาชีวิตตัวเอง แต่ยังเป็นการปกป้องคนรอบข้างอีกด้วย

    การรักษายุคใหม่ ยาครั้งเดียวต่อวัน สะดวก ปลอดภัย

    ในอดีตผู้มีเชื้อต้องกินยาหลายเม็ดต่อวัน แต่ปัจจุบันมียาต้านไวรัสแบบสูตรเดียว (Single Tablet Regimen) เช่น:

    • TLD (Tenofovir/ Lamivudine/ Dolutegravir)
    • Biktarvy
    • Dovato

    นอกจากนี้ยังมีทางเลือกใหม่คือ ยาฉีดแบบ Long-Acting อย่าง Cabotegravir + Rilpivirine ซึ่งฉีดเพียงเดือนละ 1 ครั้ง หรือทุก 2 เดือน เหมาะกับผู้ที่ลืมกินยาบ่อย ๆ

    การดูแลตนเองในระยะยาว

    การมีเชื้อเอชไอวี ไม่ได้หมายความว่าต้องจำกัดชีวิต แต่ควรมีการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เช่น:

    • พบแพทย์ตามนัด ตรวจเลือดดูระดับ CD4 และ viral load
    • ดูแลโภชนาการ ให้ร่างกายแข็งแรง
    • ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ และ STI อื่น ๆ
    • สุขภาพจิต สำคัญไม่แพ้ร่างกาย ควรได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์จากครอบครัว และชุมชน

    การใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีเชื้อเอชไอวี

    • ไม่สามารถติดเชื้อได้จากการจับมือ กินข้าวร่วมกัน หรือใช้ห้องน้ำร่วมกัน
    • หากมีเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยาง หรือ ยาเพร็พ (PrEP) เพื่อป้องกัน
    • ให้การสนับสนุน ไม่ตีตรา จะช่วยให้ผู้มีเชื้อใช้ชีวิตอย่างมีความหวังและไม่ซ่อนตัวจากสังคม

    การติดเชื้อเอชไอวี กับการตั้งครรภ์ และการมีลูก

    ผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวี สามารถมีลูกได้โดยไม่ส่งต่อเชื้อไปยังลูก หากมีการรับยาต้านไวรัสอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ก่อนคลอด ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด รวมถึงให้ลูกได้รับยาป้องกันตามแพทย์แนะนำ

    อัตราการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกสามารถลดลงเหลือน้อยกว่า 1% ได้

    ความหวังใหม่: วัคซีน และการรักษาเพื่อหายขาด

    แม้ตอนนี้การติดเชื้อเอชไอวี ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือวิธีรักษาให้หายขาด 100% แต่ก็มีความก้าวหน้าทางการแพทย์หลายด้าน เช่น

    • วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี อยู่ในขั้นทดลองหลายสูตรทั่วโลก
    • การใช้เทคโนโลยี CRISPR เพื่อกำจัดไวรัสจากเซลล์
    • ยาต้านไวรัสแบบฉีดระยะยาวที่สะดวกขึ้น

    แนวโน้มเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความหวังในอนาคตว่า การติดเชื้อเอชไอวี จะไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขอีกต่อไป

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    การติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่จุดจบอีกต่อไป ด้วยการตรวจเร็ว รักษาเร็ว และดูแลต่อเนื่อง ผู้มีเชื้อสามารถมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า มีงาน มีครอบครัว มีความรัก และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างภาคภูมิใจ โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ การไม่ตีตรา ไม่กลัว และไม่ปิดกั้นโอกาสให้กับผู้ติดเชื้อ เพราะ การติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้ทำให้ใครหมดสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ดี

    ในยุคที่เรามีทั้งยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม การติดเชื้อเอชไอวี จึงกลายเป็นเพียงโรคเรื้อรังอีกโรคหนึ่งที่สามารถควบคุมได้ ด้วยความเข้าใจ ความร่วมมือ และหัวใจที่ไม่ตัดสินใครจากสถานะของเขา

    เอกสารอ้างอิง

    • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Basics – Living with HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/livingwithhiv/index.html
    • World Health Organization (WHO). HIV/AIDS Fact Sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-aids
    • UNAIDS. Understanding Undetectable = Untransmittable (U=U). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
      https://www.unaids.org/en/resources/presscentre/featurestories/2021/july/20210721_u-equals-u
    • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ยาต้านไวรัสเอชไอวีและแนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
    • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). สิทธิการรักษาเอชไอวีในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save